ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

การเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

อนุชา  โสมาบุตร, anuchalive@gmail.com 
การเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ:
เป็นแนวคิดที่มุ่งเน้นวิธีการเรียนรู้ของผู้เรียนที่ให้ผู้เรียนได้ลงมือสร้างความรู้ด้วยตนเองและสามารถนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์
ในโลกปัจจุบันพบว่าความต้องการเกี่ยวกับตัวผู้เรียนเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาอาจจะมีการตอบสนองต่อการเรียนแบบท่องจำมามากแล้ว แต่ในปัจจุบันในสภาพชีวิตจริงต้องการบุคคลในสังคมที่มีความสามารถในการใช้ทักษะการให้เหตุผลในระดับที่สูงขึ้นในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน ซึ่งพบว่าความสามารถในทักษะดังกล่าวที่จะนำมาใช้ในการแก้ปัญหาไม่ค่อยปรากฏให้เห็นหรือมีอยู่น้อยมาก ในปัจจุบันจะพบว่าทุกๆ คนไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ทำงานในโรงงานประกอบเครื่องจักรตามสายพานหรือทำงานที่ต้องร่วมกันคิดเป็นทีม ต่างล้วนจำเป็นต้องมีทักษะการแก้ปัญหาด้วยกันทั้งหมด ซึ่งนั่นหมายความว่าแนวความคิดเกี่ยวกับการจัดการศึกษาต้องเปลี่ยนไป ดังที่ Driscoll (1994) กล่าวว่า อาจจะต้องเปลี่ยนจากแนวคิดที่ว่า ผู้เรียนเป็นภาชนะที่ว่างเปล่าที่รอรับการเติมให้เต็ม มาคิดว่า ผู้เรียนเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความตื่นตัว กระฉับกระเฉงและค้นหาความหมายของสิ่งต่างๆ ซึ่งขณะนี้ผู้เรียนจะถูกมองว่าเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมอย่างตื่นตัวในการเรียนรู้ คิดค้นหาวิธีที่จะวิเคราะห์ ตั้งคำถาม อธิบายและทำความเข้าใจต่อสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในปัจจุบันเป็นยุคที่การส่งข้อมูลที่รวดเร็วมาก เทคโนโลยีเปิดโอกาสให้แต่ละบุคคลได้รับ รวบรวม วิเคราะห์และสื่อสารข้อมูลข่าวสารได้อย่างละเอียดและรวดเร็วมากกว่าที่ผ่านมา เป็นผลที่ทำให้ความต้องการและขอบเขตเกี่ยวกับการศึกษาขยายเพิ่มมากขึ้น เพื่อที่จะช่วยผู้เรียนทุกคนได้รับทักษะที่เพิ่มมากขึ้น ที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดความพร้อมในการวิเคราะห์ ตัดสินใจ และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงที่ซับซ้อน ดังที่ Bruner (1993) กล่าวว่า "ผู้เรียนต้องยกระดับการเรียนที่เพิ่มจาก “การจดจำ” ข้อเท็จจริงไปสู่การเริ่มต้นที่จะคิดอย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์" ความจำเป็นที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้ นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงวิธีการที่ครูผู้สอนจะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียน จากเดิมจะเป็นการบอก ถ่ายทอด ความรู้จากครูไปสู่ ผู้เรียน มาเป็น การจัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ การยิ่งไปกว่านั้นความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจำเป็นที่ครูผู้สอนต้องมีพื้นฐานของความเข้าใจอย่างดีเกี่ยวกับผู้เรียนแต่ละคนมีวิธีการเรียนรู้อย่างไร


ดังนี้ผู้สอนควรจะศึกษาเทคนิค วิธีการ เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่จะนำมาใช้เพื่อช่วยให้ผู้เรียนได้รับความรู้ใหม่ ซึ่งแต่เดิมมักเป็นการสอนให้ผู้เรียนเรียนโดยเน้นการท่องจำ และปรับเปลี่ยนมาสู่การใช้เทคนิควิธีการที่จะช่วยผู้เรียนได้รับข้อเท็จจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ การใช้เทคนิคช่วยการจำ เช่น Mnemonics เป็นต้น รวมทั้งการจัดการสอนที่เน้นครูเป็นศูนย์กลางอาจนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญและเป็นความต้องการของการศึกษาในขณะนี้คือ การสอนที่ผู้เรียนควรได้รับคือ ทักษะการคิดในระดับสูง (Higher-order thinking skills) ได้แก่ การคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ ตลอดจนการแก้ปัญหา และการถ่ายโอน (Transfer) โดยเน้นการใช้วิธีการต่างๆ อาทิ สถานการณ์จำลอง การค้นพบ การแก้ปัญหา และการเรียนแบบร่วมมือ สำหรับผู้เรียนจะได้รับประสบการณ์การแก้ปัญหาที่สอดคล้องกับสภาพชีวิตจริง 


ต่อไปนี้จะเป็นการเปรียบเทียบบทบาทของครูผู้สอนและผู้เรียน แบบเดิม และบทบาทที่เปลี่ยนแปลงที่มีการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ดังตารางที่ 1 และ 2

ตารางที่ 1 บทบาทของครูในการจัดสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง

บทบาทครู

บทบาทเดิม
บทบาทที่เปลี่ยนแปลง
=> เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเนื้อหาและเป็นแหล่งสำหรับคำตอบ
=> เป็นแหล่งข้อมูลสารสนเทศและส่งเนื้อหาความรู้ไปยังผู้เรียนโดยตรง
=> ถามคำถามและชี้แนะทิศทางในการเรียนรู้ของผู้เรียน
=>  ดำเนินการให้ผู้เรียนได้รับการทดสอบก่อนเรียน และฝึกหัดทีละขั้นตอนเพื่อให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์
=>  มีส่วนร่วมอย่างผู้ที่ไม่ได้รอบรู้เรื่องทั้งหมดแต่มีความต้องการที่จะเรียนรู้
=> เป็นผู้ที่สนับสนุน ร่วมมือ ฝึกสอน สำหรับผู้เรียนที่เรียนร่วมกันและประเมินผลข้อมูลข่าวสาร
=>  ฝึกสอนหรือชี้แนะให้ผู้เรียนพัฒนาและตั้งคำถามด้วยตนเองและค้นหาหรือสำรวจทางเลือกในการค้นพบคำตอบ
=> ส่งเสริมผู้เรียนให้ใช้ความรู้และทักษะในการค้นหาวิธีการแก้ปัญหา

ตารางที่ 2 บทบาทของนักเรียนในการจัดสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง

บทบาทนักเรียน

บทบาทเดิม
บทบาทที่เปลี่ยนแปลง
=> เป็นผู้ที่รอรับความรู้แนวทางและสารสนเทศจากครูผู้สอนโดยตรง
=>  แสดงบทบาทของผู้เรียนเสมอ
=> ดำเนินกิจกรรมตามกระบวนการที่ได้รับ
=> มีแนวคิดว่าครูผู้สอนเป็นผู้ที่จะให้คำตอบได้ทุกอย่าง
=> ต้องตื่นตัวในการค้นหาความต้องการเกี่ยวกับสารสนเทศและประสบการณ์การเรียนรู้และค้นหาวิธีการที่จะได้มา
=> เข้ามามีส่วนร่วมแบบผู้เชี่ยวชาญ/ผู้จัดเตรียมสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้
=> ต้องการที่จะค้นหา ค้นพบ และหาวิธีการแก้ปัญหาการเรียนรู้
=> มีแนวคิดว่าครูผู้สอนเป็นแหล่งความรู้ เป็นรูปแบบและเป็นผู้ช่วยเหลือที่จะช่วยกระตุ้น การค้นหาและค้นพบวิธีการแก้ปัญหาของผู้เรียน

จากตารางที่  2  ที่แสดงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเกี่ยวกับบทบาทของครูและผู้เรียนในสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง จากบทบาทต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป วิธีการการดำเนินการจะต้องสอดคล้องและเหมาะสมต่อการจัดการเรียนการรู้ จะเห็นได้ว่าจะมุ่งเน้นผู้เรียนได้ลงมือกระทำในภารกิจการเรียนที่ส่งเสริมการแสวงหาข้อมูล การค้นพบคำตอบ ตลอดจนสามารถนำความรู้ที่เรียนมาใช้ในการแก้ปัญหาได้ อันจะส่งผลต่อการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ
การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ “การถ่ายทอดความรู้จากครู” มาสู่ “การสร้างความรู้ของผู้เรียน” ดังนั้น การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมหรือสื่อมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพ ควรมีลักษณะเป็นอย่างไร
แผนภาพที่ 1   เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สอดคล้องกับการจัดการเรียนรู้

จากแผนภาพที่ 1 จะเห็นได้ว่าได้มีแนวคิดเปลี่ยนแปลง จากเดิมครูผู้สอนเป็นผู้ที่วางแผนและถ่ายทอดความรู้ต่างๆไปสู่ผู้เรียนโดยตรง ต่อมาเมื่อมีการพัฒนาทางด้านสื่อการสอนต่างๆ จึงมีการใช้สื่อการสอนถ่ายทอดเนื้อหา ความรู้ต่างๆไปยังผู้เรียน เช่น แผ่นภาพโปร่งใส ภาพยนตร์ สไลด์ วีดิทัศน์ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เพื่อช่วยเพิ่มความเป็นนามธรรมให้เป็นรูปธรรมเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังแก้ปัญหาที่จำนวนผู้เรียนเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยตอบสนองด้านความแตกต่างระหว่างบุคคล ในกรณีเหล่านี้  ในปัจจุบันได้เปลี่ยนจากการสอน หรือการถ่ายทอดโดยครูผู้สอน หรือสื่อการสอนมาสู่การเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางที่ให้ความสำคัญต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยผ่านการปฏิบัติลงมือกระทำด้วยตนเอง การพัฒนาศักยภาพทางการคิด ตลอดจนการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ดังนั้น ควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียน วางแผน ดำเนินการและการประเมินด้วยตนเอง ดังแสดงในแผนภาพที่ 2  ผู้เรียนจะเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ ซึ่งจะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับแหล่งข้อมูลที่มี ศักยภาพ ได้แก่  ครู เทคโนโลยี พ่อแม่ ภูมิปัญญาชาวบ้าน และบุคคลอื่น ๆ ตลอดจน สื่อต่างๆ เพื่อที่จะนำมาสู่การหยั่งรู้ในปัญหาและการแก้ปัญหา หรือการได้มาซึ่งความรู้ที่ตนเองสร้างขึ้น บทบาทของครูได้เปลี่ยนแปลงมาสู่การแนะแนวทางและเป็นผู้อำนวยการ และช่วยเหลือผู้เรียนให้สามารถบรรลุเป้าหมายการเรียนรู้ ดังแสดงในภาพข้างล่าง


แผนภาพที่ 2 โมเดลการใช้สื่อการเรียนรู้ มาใช้ในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง 
(สุมาลี ชัยเจริญ, 2546)


เมื่อมีการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ การสอน มาสู่ การเรียนรู้ ดังนั้นเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่นำมาเพิ่มประสิทธิภาพก็ต้องสอดรับกับแนวคิดดังกล่าว คือ มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน ลักษณะของการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือสื่อมาใช้ที่สอดคล้องกับการปฏิรูปการเรียนรู้ เป็น “Media + Methods” หรือ “สื่อ ร่วมกับ วิธีการ” เช่น การใช้ Web-base ร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนลงมือกระทำอย่างตื่นตัวในกระบวนการเรียนรู้ของตนเอง และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับเพื่อน รวมทั้งการขยายมุมมอง แนวคิดให้กว้างขวางขึ้น อันนำไปสู่การสร้างความรู้ที่มีความหมายของตนเองขึ้นมา ซึ่งจะเป็นความรู้ที่อยู่คงทน และสามารถถ่ายโอนไปใช้ในสถานการณ์อื่น หรือนำไปใช้ในการแก้ปัญหาต่างๆในสภาพชีวิตจริงได้ ส่วนวิธีการ (Methods) ที่สอดรับกับสภาพปัจจุบัน ได้แก่
  • การเรียนแบบค้นพบ (Discovery)
  • การเรียนแบบสืบเสาะ(Inquiry)
  • การเรียนแบบแก้ปัญหา (Problem Solving)
  • การเรียนแบบร่วมมือ (Cooperative Learning)
  • การเรียนโดยการสร้างความรู้ (Constructivism)
  • สถานการณ์จำลอง (Simulation)
  • การสร้างโครงงาน

นอกจากจะใช้สื่อร่วมกับวิธีการ ดังกล่าวมาข้างต้น อาจออกแบบการจัดการเรียนรู้ โดยเปลี่ยนเป็น  "การสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้" ซึ่งจะนำพื้นฐานทางทฤษฎีการเรียนรู้ หลักการ หรือวิธีการ มาเป็นพื้นฐานในการออกแบบสื่อ เช่น การจัดสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ของ Web-base learning หรือ การจัดสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ของ ตามแนว Constructivism

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

การคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์: ความหมาย ความเหมือน ความแตกต่าง และตัวอย่างการใช้

การคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์: ความหมาย ความเหมือน ความแตกต่าง และตัวอย่างการใช้ อนุชา โสมาบุตร (2567) คุณเคยสงสัยไหมว่า "การคิดแบบวิเคราะห์" และ "การคิดแบบสังเคราะห์" ต่างกันอย่างไร? ในบทความนี้ เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับการคิดแบบวิเคราะห์ (Analyze) และการคิดแบบสังเคราะห์ (Synthesize) ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญในการทำงานและการเรียนรู้  การวิเคราะห์ (Analyze) คืออะไร? การวิเคราะห์คือการนำข้อมูลดิบมาจัดหมวดหมู่และแยกแยะออกเป็นส่วนย่อย ๆ เพื่อทำความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับข้อมูล วิธีการที่ใช้ในการวิเคราะห์อาจรวมถึง: การสร้างแผนภาพกระบวนการ (Process Diagrams): เพื่อแสดงลำดับเหตุการณ์หรือขั้นตอนต่าง ๆ การสร้างแผนที่การเดินทาง (Journey Maps): เพื่อแสดงปัญหาและโอกาสในแต่ละช่วงของกระบวนการ แล้วการสังเคราะห์ (Synthesize) ล่ะ? การสังเคราะห์คือการนำข้อมูลที่ได้รับการวิเคราะห์มาสร้างความเชื่อมโยงหรือสร้างข้อสรุปใหม่ วิธีการที่ใช้ในการสังเคราะห์อาจรวมถึง: การจัดกลุ่ม (Clustering): เพื่อรวมข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กัน การใช้กรอบแนวคิด (Frameworks): เช่น แผนภาพ 2x2 Opportunity Maps ...

แนวคิดในการวิจัยและการตีพิมพ์

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2556 ได้เข้าร่วมโครงการนักวิจัยใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ประจำปี 2557 ทางโครงการได้เชิญนักวิจัยมาถ่ายทอดประสบการ์ด้านการวิจัยและการตีพิมพ์ โดยมีแนวคิดที่น่าสนใจและสามารถนำไปเป็นแนวทางในการวิจัยและการตีพิมพ์ต่อไปอยู่หลายประเด็น นักวิจัยท่านแรกที่ให้แนวคิดคือ รศ.ดร.ไพบูลย์ สิทธิถาวร จากคณะแพทย์ศาสตร์ ได้ให้แนวคิดดังนี้ Choice of Journal แนวคิดในการเลือกวารสารในการตีพิมพ์ โดยควรพิจารณาความเหมาะสมและสอดคล้องกับบทความของเรา ดังนี้ Impact factor  Appropriate journalfor the work Journal aim and policy Page charge Page restriction Public access Successful submission เป็นแนวคิดในการเสนอบทความเพื่อรับการตีพิมพ์ Search for author instruction Select suitable type of manuscript Follow format/component Prepare cover letter Suggested relevant reviewers Content english quality Submission checklist นอกจากนั้นท่านยังแนะนำด้วยว่า ในการเขียนบทความตีพิมพ์หากมีประเด็นใดที่สำคัญ ควรปรากฏอยู่ใน abstract, research problem และ conclusion  ท่านต่อมาท...

ข้อสงสัยเกี่ยวกับ CLI: Constructivist Learning Innovation

ข้อสงสัยเกี่ยวกับ CLI: Constructivist Learning Innovation %%%%%%%%%%%%%%%%%%%%% นี่ค่ะที่อาจารย์ต้องการมั้ยคะ.. Constructivist ใน Learning Theory (อ้างอิงจากทฤษฎีของเพียเจ) เด็กมีข้อมูลเดิมอยู่แล้ว เมื่อเกิดการเรียนรู้และทำความเข้าใจ จึงทำให้ได้ข้อมูลใหม่เกิดขึ้น ตอนนี้ครูมีหน้าที่เพียง helping and suggestion ส่วนเด็กต้องเป็น active learner , think different, comparativeเป็นต้น 1. Project-base learning หรือ Problem-base learning ก็ได้ คือ เราจะ give project หรืออาจเป็น problem เนี่ยให้เด็ก เช่น หนูต้องการสอนเรื่อง Daily Routine กับ Colors หนูก็จะถามว่า กิจวัตรประจำวันของเรานั้นมีอะไรบ้าง และสีมีอะไรบ้างทำยังไงให้ ตอบครูให้ได้เยอะๆ หลังจากนั้น..