ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

10 ข้อห้ามสำหรับครู

1. หลีกเลี่ยงการสนิทสนมและเป็นมิตรจนเกินไปกับนักเรียนของคุณ เพราะครูไม่ใช่ลูกเสือที่จะต้องเป็นมิตรกับคนทุกคนและเป็นพี่น้องกับลูกเสืออื่นทั่วโลก การสนิทสนมเกินไปจะทำให้ขาดความยำเกรง ไม่ใช่ยำยำ
2. หลีกเลี่ยงการสนิทสนมกับนักเรียนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นพิเศษ เพราะคุณจะโดนประณามในใจว่า "รักไม่เท่ากัน"
3. หลีกเลี่ยงการไม่สนใจนักเรียนส่วนน้อยที่ไม่ตั้งใจเรียน แล้วไปสนใจนักเรียนส่วนใหญ่ที่ตั้งใจเรียน ซึ่งคุณจะเสียโอกาสในการโชว์ฝีมือไปทั้งชาติ เพราะครูคือสอนคนให้เป็นคน นักเรียนที่ตั้งในเรียนเป็นคนไปแล้ว  แต่คนที่ไม่สนใจเรียน นั่นแหละคือภาระของคุณ
4. หลีกเลี่ยงการฉีกหน้าหรือทำให้นักเรียนรคุณอับอาย เช่นการพูดถึงจุดด้อยของเขา การดูหมิ่นเหยียดหยาม หรือการทำให้นักเรียนเกิดความไม่มั่นใจ หากทำเช่นั้นวิชาของคุณจะถูกเกลียดไปตลอดชีพ
5. หลีกเลี่ยงการสอนโดยการตะโกน ใช้เสียงสูงหรือตะคอก เพราะเป็นพฤติกรรมของผู้คุมในคุก ไม่ใช่ครู



6. หลีกเลี่ยงมอบอำนาจการตัดสินใจให้นักเรียน เพราะนักเรียนจะมีเหตุผลร้อยแปดพันประการที่จะไม่ทำตามแผนการเรียน แต่จงกำหนดทิศทางการเรียนโดยครู ภายใต้เหตุผลที่เหมาะสมและทุกคนรับได้
7. หลีกเลี่ยงการจัดการเรียนรู้ในลักษณะเดียวในหนึ่งชั้นเรียนและในหนึ่งเนื้อหา เพราะแต่ละคนมีความชอบและไม่ชอบที่แตกต่างกัน มีพื้นฐานที่แตกต่างกัน และแต่ละเนื้อหาก็มีความแตกต่างกันด้วย
8. หลีกเลี่ยงการตั้งข้อตกลงในการเรียนที่ไม่เป็นธรรม จนนักเรียนมีความรู้สึกว่า "ใช่สิ เป็นครูจะตั้งกฏยังไงก็ได้" เพราะคุณจะถูกตราหน้าว่า สองมาตรฐาน
9. หลีกเลี่ยงการนินทาครูคนอื่นในห้องเรียน เด็ดขาด!! เพราะคุณต้องเชื่อเรื่องกรรม  คุณนินทาเขา เดี๋ยวเด็กก็ไม่นินทาคุณต่อ หรือถ้าคิดว่ายังไงฉันก็ถูกนินทาอยู่แล้ว ก็ไปทำบุญเยอะๆ คนจะได้รัก ไม่นินทา
10. หลีกเลี่ยงการให้คะแนนตามอารมณ์ ความรู้สึกและความสนิทสนม  เวลาตรวจการบ้านหรือแบบฝึกหัดเพื่อให้คะแนน คุณควรจะลืมชื่อ หน้าและพฤติกรรมในชั้นเรียนของนักเรียน ส่วนคะแนนจิตพิสัย ควรพิจารณาอีกรอบ เพราะจะได้ให้คะแนนได้ตรงจุด พัฒนาได้ตรงประเด็น

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

การคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์: ความหมาย ความเหมือน ความแตกต่าง และตัวอย่างการใช้

การคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์: ความหมาย ความเหมือน ความแตกต่าง และตัวอย่างการใช้ อนุชา โสมาบุตร (2567) คุณเคยสงสัยไหมว่า "การคิดแบบวิเคราะห์" และ "การคิดแบบสังเคราะห์" ต่างกันอย่างไร? ในบทความนี้ เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับการคิดแบบวิเคราะห์ (Analyze) และการคิดแบบสังเคราะห์ (Synthesize) ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญในการทำงานและการเรียนรู้  การวิเคราะห์ (Analyze) คืออะไร? การวิเคราะห์คือการนำข้อมูลดิบมาจัดหมวดหมู่และแยกแยะออกเป็นส่วนย่อย ๆ เพื่อทำความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับข้อมูล วิธีการที่ใช้ในการวิเคราะห์อาจรวมถึง: การสร้างแผนภาพกระบวนการ (Process Diagrams): เพื่อแสดงลำดับเหตุการณ์หรือขั้นตอนต่าง ๆ การสร้างแผนที่การเดินทาง (Journey Maps): เพื่อแสดงปัญหาและโอกาสในแต่ละช่วงของกระบวนการ แล้วการสังเคราะห์ (Synthesize) ล่ะ? การสังเคราะห์คือการนำข้อมูลที่ได้รับการวิเคราะห์มาสร้างความเชื่อมโยงหรือสร้างข้อสรุปใหม่ วิธีการที่ใช้ในการสังเคราะห์อาจรวมถึง: การจัดกลุ่ม (Clustering): เพื่อรวมข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กัน การใช้กรอบแนวคิด (Frameworks): เช่น แผนภาพ 2x2 Opportunity Maps ...

แนวคิดในการวิจัยและการตีพิมพ์

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2556 ได้เข้าร่วมโครงการนักวิจัยใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ประจำปี 2557 ทางโครงการได้เชิญนักวิจัยมาถ่ายทอดประสบการ์ด้านการวิจัยและการตีพิมพ์ โดยมีแนวคิดที่น่าสนใจและสามารถนำไปเป็นแนวทางในการวิจัยและการตีพิมพ์ต่อไปอยู่หลายประเด็น นักวิจัยท่านแรกที่ให้แนวคิดคือ รศ.ดร.ไพบูลย์ สิทธิถาวร จากคณะแพทย์ศาสตร์ ได้ให้แนวคิดดังนี้ Choice of Journal แนวคิดในการเลือกวารสารในการตีพิมพ์ โดยควรพิจารณาความเหมาะสมและสอดคล้องกับบทความของเรา ดังนี้ Impact factor  Appropriate journalfor the work Journal aim and policy Page charge Page restriction Public access Successful submission เป็นแนวคิดในการเสนอบทความเพื่อรับการตีพิมพ์ Search for author instruction Select suitable type of manuscript Follow format/component Prepare cover letter Suggested relevant reviewers Content english quality Submission checklist นอกจากนั้นท่านยังแนะนำด้วยว่า ในการเขียนบทความตีพิมพ์หากมีประเด็นใดที่สำคัญ ควรปรากฏอยู่ใน abstract, research problem และ conclusion  ท่านต่อมาท...

ข้อสงสัยเกี่ยวกับ CLI: Constructivist Learning Innovation

ข้อสงสัยเกี่ยวกับ CLI: Constructivist Learning Innovation %%%%%%%%%%%%%%%%%%%%% นี่ค่ะที่อาจารย์ต้องการมั้ยคะ.. Constructivist ใน Learning Theory (อ้างอิงจากทฤษฎีของเพียเจ) เด็กมีข้อมูลเดิมอยู่แล้ว เมื่อเกิดการเรียนรู้และทำความเข้าใจ จึงทำให้ได้ข้อมูลใหม่เกิดขึ้น ตอนนี้ครูมีหน้าที่เพียง helping and suggestion ส่วนเด็กต้องเป็น active learner , think different, comparativeเป็นต้น 1. Project-base learning หรือ Problem-base learning ก็ได้ คือ เราจะ give project หรืออาจเป็น problem เนี่ยให้เด็ก เช่น หนูต้องการสอนเรื่อง Daily Routine กับ Colors หนูก็จะถามว่า กิจวัตรประจำวันของเรานั้นมีอะไรบ้าง และสีมีอะไรบ้างทำยังไงให้ ตอบครูให้ได้เยอะๆ หลังจากนั้น..