ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ทักษะหลักในศตวรรษที่ 21

ภาคีเพื่อทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ได้กำหนดองค์ประกอบที่สำคัญของกรอบความร่วมมือของการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 และการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นทักษะหลักของผู้เรียน โดยได้มีการมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดทักษะดังนี้

1. ทักษะด้านการเรียนรู้และนวัตกรรม (Learning and Innovation Skills) เป็นส่วนที่เน้นทักษะสำหรับสมรรถนะทางปัญญาขั้นสูงที่มุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถพึ่งตนเองในการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้ โดยต้องมีการส่งเสริมทักษะดังนี้
  • การสร้างสรรค์และนวัตกรรม (Creativity and Innovation)
  • การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ไขปัญหา (Critical Thinking and Problem Solving)
  • การสื่อสารและการประสานความร่วมมือ (Communication and Collaboration)
2. ทักษะด้านสารสนเทศ สื่อและเทคโนโลยี (Information, Media and Technology Skills) เป็นส่วนที่เน้นการพัฒนาทักษะให้ผู้เรียนได้รู้เท่าทันกระแสการเปลี่ยนแปลงในการใช้เทคโนโลยีสำหรับชีวิตประจำวันของพลโลก ซึ่งมีอัตราการเจริญเติบโตเป็นอย่างมากในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา โดยต้องมีการพัฒนาทักษะดังนี้
  • การรู้สารสนเทศ (Information Literacy)
  • การรู้ทันสื่อ (Media Literacy)
  • การรู้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT Literacy)
3. ทักษะชีวิตและทักษะอาชีพ (Life and Career Skills) เป็นการกำหนดทักษะภายใต้แนวคิดการจัดการเรียนรู้ในห้องเรียนที่อาจจะยังไม่สมบูรณ์เพียงพอสำหรับการดำรงชีวิตในสังคม เนื่องจากบริบทของการเรียนรู้และบริบทชีวิตจริงมีความแตกต่างกัน ดังนั้น เพื่อให้ผู้เรียนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ จึงต้องมีการพัฒนาทักษะดังนี้
  • ความยืดหยุ่นและการปรับตัว (Flexibility and Adaptability)
  • ความคิดริเริ่มและการกำกับตนเอง (Initiative and Self-Direction)
  • ทักษะด้านสังคมและทักษะข้ามวัฒนธรรม (Social and Cross-Cultural Skills)
  • การมีผลงานและความรับผิดชอบตรวจสอบได้ (Productivity and Accountability)
  • ภาวะผู้นำและความรับผิดชอบ (Leadership and Responsibility)
โดย อนุชา โสมาบุตร 27/4/2013

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

การคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์: ความหมาย ความเหมือน ความแตกต่าง และตัวอย่างการใช้

การคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์: ความหมาย ความเหมือน ความแตกต่าง และตัวอย่างการใช้ อนุชา โสมาบุตร (2567) คุณเคยสงสัยไหมว่า "การคิดแบบวิเคราะห์" และ "การคิดแบบสังเคราะห์" ต่างกันอย่างไร? ในบทความนี้ เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับการคิดแบบวิเคราะห์ (Analyze) และการคิดแบบสังเคราะห์ (Synthesize) ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญในการทำงานและการเรียนรู้  การวิเคราะห์ (Analyze) คืออะไร? การวิเคราะห์คือการนำข้อมูลดิบมาจัดหมวดหมู่และแยกแยะออกเป็นส่วนย่อย ๆ เพื่อทำความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับข้อมูล วิธีการที่ใช้ในการวิเคราะห์อาจรวมถึง: การสร้างแผนภาพกระบวนการ (Process Diagrams): เพื่อแสดงลำดับเหตุการณ์หรือขั้นตอนต่าง ๆ การสร้างแผนที่การเดินทาง (Journey Maps): เพื่อแสดงปัญหาและโอกาสในแต่ละช่วงของกระบวนการ แล้วการสังเคราะห์ (Synthesize) ล่ะ? การสังเคราะห์คือการนำข้อมูลที่ได้รับการวิเคราะห์มาสร้างความเชื่อมโยงหรือสร้างข้อสรุปใหม่ วิธีการที่ใช้ในการสังเคราะห์อาจรวมถึง: การจัดกลุ่ม (Clustering): เพื่อรวมข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กัน การใช้กรอบแนวคิด (Frameworks): เช่น แผนภาพ 2x2 Opportunity Maps ...

แนวคิดในการวิจัยและการตีพิมพ์

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2556 ได้เข้าร่วมโครงการนักวิจัยใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ประจำปี 2557 ทางโครงการได้เชิญนักวิจัยมาถ่ายทอดประสบการ์ด้านการวิจัยและการตีพิมพ์ โดยมีแนวคิดที่น่าสนใจและสามารถนำไปเป็นแนวทางในการวิจัยและการตีพิมพ์ต่อไปอยู่หลายประเด็น นักวิจัยท่านแรกที่ให้แนวคิดคือ รศ.ดร.ไพบูลย์ สิทธิถาวร จากคณะแพทย์ศาสตร์ ได้ให้แนวคิดดังนี้ Choice of Journal แนวคิดในการเลือกวารสารในการตีพิมพ์ โดยควรพิจารณาความเหมาะสมและสอดคล้องกับบทความของเรา ดังนี้ Impact factor  Appropriate journalfor the work Journal aim and policy Page charge Page restriction Public access Successful submission เป็นแนวคิดในการเสนอบทความเพื่อรับการตีพิมพ์ Search for author instruction Select suitable type of manuscript Follow format/component Prepare cover letter Suggested relevant reviewers Content english quality Submission checklist นอกจากนั้นท่านยังแนะนำด้วยว่า ในการเขียนบทความตีพิมพ์หากมีประเด็นใดที่สำคัญ ควรปรากฏอยู่ใน abstract, research problem และ conclusion  ท่านต่อมาท...

ข้อสงสัยเกี่ยวกับ CLI: Constructivist Learning Innovation

ข้อสงสัยเกี่ยวกับ CLI: Constructivist Learning Innovation %%%%%%%%%%%%%%%%%%%%% นี่ค่ะที่อาจารย์ต้องการมั้ยคะ.. Constructivist ใน Learning Theory (อ้างอิงจากทฤษฎีของเพียเจ) เด็กมีข้อมูลเดิมอยู่แล้ว เมื่อเกิดการเรียนรู้และทำความเข้าใจ จึงทำให้ได้ข้อมูลใหม่เกิดขึ้น ตอนนี้ครูมีหน้าที่เพียง helping and suggestion ส่วนเด็กต้องเป็น active learner , think different, comparativeเป็นต้น 1. Project-base learning หรือ Problem-base learning ก็ได้ คือ เราจะ give project หรืออาจเป็น problem เนี่ยให้เด็ก เช่น หนูต้องการสอนเรื่อง Daily Routine กับ Colors หนูก็จะถามว่า กิจวัตรประจำวันของเรานั้นมีอะไรบ้าง และสีมีอะไรบ้างทำยังไงให้ ตอบครูให้ได้เยอะๆ หลังจากนั้น..